จิม โจนส์ เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 1931 ในครอบครัวยากจน ที่รัฐอินเดียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา พ่อของเขาเป็นสมาชิกลัทธิเหยียดผิว คู คลักส์ แคลน (Ku Klux Klan) ต่อมาพ่อของโจนส์ได้ทิ้งเขาไว้กับแม่ เพียงลำพัง โจนส์มีศรัทธาอย่างแรงกล้าในศาสนาคริสต์ เขาท่องจำไบเบิ้ลตั้งแต่ยังเด็กและสอบเป็นบาทหลวง ในนิกายเมโธดิสต์ (Methodist) หลังจากที่เขาได้แต่งงาน โจนส์ได้ตัดสินใจถอนตัวจากนิกายเมโธดิสต์ ออกมาเป็นนักเผยแพร่ศาสนาอิสระแทน
ในปี 1957 โจนส์ได้ก่อตั้งลัทธิโบสถ์มวลชน (Peoples Temple) ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่คำสอน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคนผิวดำ เขาช่วยเหลือคนผิวดำโดยการให้ที่พักพิง และหางานให้ ด้วยพรสวรรค์ของโจนส์ ทำให้ลัทธิของเขาเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีสาวกและผู้ศรัทธาจำนวนมาก เขาสร้างสังคมอุดมคติที่ไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ ควบคู่ไปกับการรณรงค์เพื่อต่อต้านการแบ่งแยกสีผิว ทั้งการเดินขบวน ออกรายการโทรทัศน์ ด้วยเหตุนี้ทำให้ โจนส์กลายเป็นเจ้าลัทธิผู้ทรงอิทธิพลในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม มีข่าวคราวด้านลบเกี่ยวกับโจนส์ไม่น้อย กล่าวคือ โจนส์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการใส่ร้ายป้ายสีลัทธิอื่น ๆ ที่เป็นอริกับตน คอยใส่ร้าย ยุแยงสาวกลัทธิอื่น ๆ ว่าเป็นศาสนพาณิชย์ คอยเรี่ยไรเงินจากเหล่าสาวก
นอกจากนี้เขายังสร้างอิทธิพลด้วยการผูกมิตรกับนักการเมืองมากมายเพื่อขยายอำนาจของตน
ในปี 1977 เขาได้สร้างเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อ ‘โจนส์ทาวน์’ ขึ้นมาในประเทศกายอานา โจนส์ได้วางกฎข้อบังคับมากมายเพื่อสนองความต้องการของตน อาทิเช่น เรี่ยไรเงินจากเหล่าสาวกจำนวนมากเพื่อสร้างฮาเร็มส่วนตัว สั่งห้ามให้คู่สามีภรรยาในลัทธิอยู่ด้วยกัน สั่งให้เด็ก ๆ ถูกแยกตัวออกจากพ่อแม่ เขาสั่งให้สาวกเรียกตนเองว่า ‘บิดาผู้ศักดิ์สิทธิ’
และเริ่มเผยแพร่แนวคิดการฆ่าตัวตายหมู่ ด้วยความเชื่อว่าวิญญาณของทุกคนจะเป็นหนึ่งเดียวและมุ่งตรงไปยังดาวดวงอื่นเพื่อความสุขอันเป็นนิรันดร์
โจนส์กลายเป็นเจ้าลัทธิเผด็จการเต็มรูปแบบ เขาสั่งให้คนผิวดำต้องทำงานรับใช้คนผิวขาว หากใครคิดหลบหนีต้องได้รับบทลงโทษที่รุนแรง จนกระทั่งอดีตสาวกที่เคยหลงผิดต้องออกมาเปิดโปงเบื้องหลังของโจนส์ต่อสื่อมวลชนจนนำไปสู่การฟ้องร้องเกิดขึ้น
สุดท้าย เพื่อหลบหนีความผิดร้ายแรงที่สมาชิกในลัทธิของเขาได้สังหาร สว.ไรอัน โจนส์ได้ประกาศให้สมาชิกทั้งหมดฆ่าตัวตายในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ด้วยการดื่มยาพิษ มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 900 คน รวมไปถึงเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี
มีบันทึกจากผู้รอดชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้นว่าหากสมาชิกคนใดไม่ยอมฆ่าตัวตาย จะถูกจับกรอกปากด้วยยาพิษหรือกราดยิงอย่างไร้ความเมตตา กล่าวกันว่าการฆ่าตัวตายหมู่ครั้งนั้นได้รับการกล่าวขานว่าเป็นการฆาตกรรมหมู่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลก
loading...
ที่มา : yaklai.com




0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น