Home » » ศึกผ้าเหลืองเพื่อชิงตำแหน่งสังฆราช ตอน 1

ศึกผ้าเหลืองเพื่อชิงตำแหน่งสังฆราช ตอน 1

Posted on 1/05/2559


ตั้งแต่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่แต่อย่างใด เนื่องจากฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมอีกฝ่ายหนึ่ง โดยอ้างว่าขาดความบริสุทธ ไม่น่านับถือ แต่ละฝ่ายถือไพ่คนละใบ ฝ่ายหนึ่งถือกฏหมายเป็นหลัก อีกฝ่ายถือคุณสมบัติเป็นหลัก จึงเป็นเหตุให้การนำเสนอตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชล่าช้า ไม่เป็นไปตามเป้าที่คาดหวัง เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าคุณพระเมธีธรรมาจารย์จึงแสดความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า

การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20
นับตั้งแต่การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหารเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2556 เป็นเหตุให้ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ตามกฎหมายต้องแต่งตั้ง ผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ใขเพิ่มเติม พ.ศ.2535
คุณสมบัติของพระมหาเถรที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ (ได้รับการสถาปนาจากพระมหากษัตริย์เป็นสมเด็จฯก่อนสมเด็จฯรูปอื่นๆ)แน่นอนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน โดยได้รับการสถาปนาให้เป็นสมเด็จพระราชาคณะเมื่อปี พ.ศ. 2538 ในขณะที่สมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสอันดับที่สองคือสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสัมพันธวงศาราม ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะเมื่อปี พ.ศ. 2544 ระยะเวลาสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะห่างกันถึง 6 ปี
ขั้นตอนการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20
ตามมาตรา 7 แห่ง พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ใขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ระบุไว้ว่า "พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังราชองค์หนึ่ง
ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชว่างลง
ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช..."
นัยของกฎหมายชัดเจนไม่ต้องส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อตีความ กล่าวคือมหาเถรสมาคมเรียกประชุม(โดยประธาน)และมีมติเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ (พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาให้พระมหาเถรรูปใหนเป็นสมเด็จพระราชาคณะก่อนรูปอื่นๆ)เพื่อเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20
ในมาตรา 7 ว่าด้วยการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนี้ แม้ในวรรคท้ายจะระบุถึงกรณีถ้าหากสมมติว่า สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้มีวิธีเสนอตามลำดับถัดไป ในกรณีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากนำ้ ภาษีเจริญ ไม่มีปัญหาไดๆ ยังคงมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง ความจำ สติปัญญา ดีเยี่ยม
เจตนารมณ์ของกฎหมายและคณะสงฆ์
การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชชัดเจนว่า เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ (พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง) พระราชอำนาจนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจวบจนถึงปัจจุบัน
เจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นชัดเจนว่าสะท้อนมาจากวัฒนธรรม ประเพณีและราชประเพณี กล่าวคือในเมื่ออำนาจนั้นทรงเป็นของพระมหากษัตริย์ บุคคลธรรมดาและพระสงฆ์ต้องเคารพในพระราชอำนาจนั้น ไม่ควรทำให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทนี่ประการหนึ่ง ประการที่สองที่บอกว่าปฎิบัติตามราชประเพณีนั้นคือ พระสงฆ์เมื่ออยู่วัด ทำสังฆกรรม ทำกิจสงฆ์ ต้องเคารพนับถืออาวุโสตามพรรษา รูปใหนบวชก่อน บวชทีหลัง เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา ปลงอาบัติ เป็นต้น แต่เมื่อมีงานที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่จะต้องใช้พัดยศ ที่ได้รับพระราชทานมาจากพระองค์พระสงฆ์จะนั่งตามลำดับพัดยศที่ได้รับพระราชทานมาคือตามลำดับอาวุโสโดยสมณศักดิ์นั่นเอง
การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชที่กำหนดให้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์ก็สะท้อนถึงราชประพเณีที่เกี่ยวเนื่องกับคณะสงฆ์ในพระราชพิธีต่างๆของสถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง
สำหรับประเด็นสะท้อนเจตนารมณ์ของคณะสงฆ์นั้น ชัดเจนว่าสังคมสงฆ์ อยู่กันอย่างสงบ ร่มเย็น เคารพนับถือผู้ใหญ่ และอนุวัตรตามพระราชามหากษัตริย์(อนุชานามิ ภิกฺขเว ราชูนํ อนุวตฺติตุ)ดังนั้นการจะสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ พระองค์จะทรงดำรงฐานะเป็นสังฆบิดร และนำความศรัทธาเลื่อมใสมาสู่พุทธศาสนิกชนทั้งมวล สำหรับขั้นตอนและวิธีการที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯควรจะชัดเจน โปร่งใส ไร้ข้อกังขาและปิดช่องทางอื่นๆที่จะนำความเสื่อมมาสู่คณะสงฆ์
ปัจจุบันมีปัญหาอะไรในการสถาปนา
ปัจจุบันแม้จะดูว่าขั้นตอนการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสตามหลักเกณฑ์จะยังไม่ดำเนินการโดยมหาเถรสมาคมก็ตาม แต่ก็มีข่าวจากบุคคลบ้าง กลุ่มคนบ้าง ที่คอยโพสต์และแชร์ข่าวโจมตีคณะสงฆ์และสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์อยู่เนืองๆ คนเหล่านี้เป็นใคร มีเป้าหมายเพื่ออะไร ลองตามดู
1.กลุ่มการเมือง แน่นอนว่ากลุ่มการเมืองบางสี บางพวก กำลังมุ่งโจมตีคณะสงฆ์อย่างหนัก กลุ่มนี้ประสานงานกันทั้งพระและฆราวาส การเล่นงานโจมตีคณะสงฆ์ก็ด้วยเหตุผลคือ
1.1 พวกเขามองว่าคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ถือสี ถือข้างทางการเมืองต่างจากพวกเขา วิธีคิดแบบนี้จึงมโนไปถึงพระมหาเถรผู้ใหญ่ในคณะสงฆ์สงฆ์ด้วย ไม่เว้นแม้แต่สมเด็จพระราชาคณะ รองสมเด็จพระราชาคณะ
1.2 พวกเขากำลังมีอำนาจรัฐในมือจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะสงฆ์ อำนาจหน้าที่ในทางสงฆ์และอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องให้สำเร็จในยุคนี้ให้จงได้ เช่น การปฎิรูปคณะสงฆ์ การแก้ใขกฎหมายสงฆ์ การแก้ใขระเบียบปฎิบัติต่างๆ และการเข้ามาก้าวก่ายกิจการงานของคณะสงฆ์ เป็นต้น
1.3 แนวคิดเรื่องอำนาจนิยมแบบการเมืองที่กลุ่มเขากำลังดำเนินการอยู่ วิธีนี้เบื้องต้นประมุขสงฆ์ต้องเป็นพระที่เขามั่นใจว่า พูดจาภาษาเดียวกันรู้เรื่องนี่เป็นบันไดขั้นแรกของการก้าวเข้ามามีอำนาจเหนือศาสนจักรของฝ่ายอาณาจักร
1.4 ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแนวทางของคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา เรื่องนี้สำคัญมากส่วนใหญ่ชาวพุทธมองข้ามประเด็นนี้ไป ซึ่งก็น่ากลัวมากเป็นประเด็นใหญ่ คณะสงฆ์และพระพุทธศาสนานั้นมีคุณูปการและเป็นสมบัติของมวลมนุษยชาติ เป้าหมายหลักคือการช่วยให้หมู่สัตว์ทั้งปวงข้ามพ้นจากวัฏฏสงสารโดยไม่เลือกหมู่เหล่า ชั้น วรรณะ
ปัจจุบันคนกลุ่มนี้พยายามทุกวิถีทางที่จะนำเอาคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนามารับใช้แนวทางของตนเอง เพื่อตนเองและคณะ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ ขอเพียงให้บรรลุเป้าหมายเท่านั้น การกระทำเช่นนี้จะนำความเสียหายมากน้อยแค่ใหนมาสู่สังคมและประเทศชาติไม่เคยใส่ใจตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็เป็นเรื่องในทางการเมือง จะเห็นได้ว่าฝ่ายที่กำลังมีอำนาจรัฐอยู่ในมือขณะนี้ กำลังห้ำหั่นคู่ต่อสู้ทางการเมืองให้แหลกลาญ โดยไม่ใส่ใจต่อกฎหมายและความถูกต้องชอบธรรมในระบบนิติรัฐ นิติธรรมที่ควรจะเป็น นานาชาตินั้นมองเห็นความไม่ยุติธรรมของสังคมไทยเกลื่อนไปทั่วแผ่นดิน ผิดกลายเป็นถูก ถูกกลายเป็นผิด
วิธีการแบบนี้ถูกจับมาวางทับซ้อนกับสังคมสงฆ์ในปัจจุบันจนมองเห็นได้ชัดเจน ถูกผิด ชั่วดี พระธรรมวินัย ไม่คำนึงถึงขอให้เป็นพระของฉัน กลุ่มของฉัน วิธีการแบบนี้คือบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาอย่างแยบยลที่สุด การแยกพระออกเป็นฝักเป็นฝ่าย(สังฆเภท) เพียงแค่ขอให้บรรลุเป้าหมายของตนเองเท่านั้นก็พอ อาศัยให้พระเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำลายล้างกันทางการเมือง ส่วนพระจะทำอะไรเสียหายขนาดใหนก็ยอมรับได้ ขอให้เป็นพวกกัน
จากนั้นก็จะหันเหแนวทางของคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนามารับใช้แนวทางของตัวเองจะโดยตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม นี่คือหายนะในวงการสงฆ์และพระพุทธศาสนาในสังคมไทย
2.กลุ่มไม่ศรัทธาในพระสงฆ์ กลุ่มนี้เมื่อมีเหตุการณ์อะไรในวงการสงฆ์ก็พลอยจะซ้ำเติมด่าทออยู่เป็นนิตย์
3.กลุ่มมีผลประโยชน์ กลุ่มนี้มีทั้งผู้ได้ผลประโยชน์โดยตรงและโดยอ้อมจากเรื่องนี้
4.กลุ่มจ้องทำลาย พวกนี้รอทำลายพระสงฆ์และพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว โด้ที ได้โอกาสก็ผสมโรงเข้าไปด้วยกัน
คณะสงฆ์มีปฎิกิริยาอย่างไร
ขณะนี้พระสงฆ์ส่วนใหญ่ล้วนมองเห็นและเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย แต่ก็เลือกที่จะนิ่งเฉย ไม่พูด ไม่แสดงออก มีเพียงบางรูป บางกลุ่มเท่านั้นที่ออกมาพูดจาตามโอกาส
ในเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 นั้นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ต่างมองตรงกันว่า ควรจัดการให้เป็นไปตามกฎหมายและครรลองของประเพณีปฎิบัติ พระ คน และกลุ่มบุคคลที่กำลังเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ควรจะยุติ เพราะเป็นขั้นตอนปฎิบัติของกฎหมายและประเพณีปฎิบัติ ส่วนอำนาจที่แท้จริงนั้นเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เราเป็นข้าพระบาทในพระองค์ท่านควรสำนึกในสิ่งเหล่านี้
ถ้าผิดฝาผิดตัวจะเกิดอะไรขึ้น
โอกาสจะผิดฝาผิดตัว หรือผิดพลาดในเรื่องนี้น้อยมาก เพราะ
1.ชัดเจนในข้อกฎหมายและประเพณีปฎิบัติ
2.มหาเถรสมาคมเป็นผู้พิจารณาเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะตามคุณสมบัติที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว มส.คงไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมายบ้านเมืองแน่นอน
3.คงไม่มีสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นใดที่ไม่ต้องตามคุณสมบัติจะต้องมาเสี่ยงเป็นตัวละครในเรื่องนี้ ใหนจะกฎหมาย ใหนจะประเพณีปฎิบัติ ใหนจะมารยาทและคุณธรรมอันดีงามระหว่างนิกาย (ย้อนกลับไปดูมารยาทและคุณธรรรมของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ)วัดมหาธาตุ และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ฟื้น) วัดสามพระยา) ในคราวสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร ขึ้นเป็น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ที่พึ่งถวายพระเพลิงไปเมื่อวันที่ 16 ธค. 58 ที่ผ่านมา และในปัจจุบันสมเด็จพระราชาคณะทุกรูปทั้งสองนิกายก็ตระหนักในสิ่งนี้ สมเด็จฯทุกรูปมีศีลาจารวัตรที่งดงามไม่ด่างพร้อย เคารพในเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และพร้อมรับองค์สังฆบิดรรูปใหม่ ปัญหาเกิดจึงจากคนอื่นมิใช่สมเด็จพระราชาคณะทั้ง 8 รูป
4.รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี คงไม่กล้าทำลายคณะสงฆ์โดยการนำรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 แน่นอน
นี่คือความจริงที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพึงตระหนัก และให้ความสำคัญ ข้อวิตกกังวลในเรื่องนี้เกิดจากข่าวลือ ข่าววงในและโลกโซเชียลมีเดีย ทั้งหลายที่โหมกระหน่ำโจมตีและจับแพะชนแกะอยู่ในขณะนี้
ดังนั้น ทุกฝ่ายควรรีบดำเนินการตามครรลองปฎิบัติ เพราะยิ่งปล่อยนานวันยิ่งไม่เป็นผลดีต่อคณะสงฆ์โดยรวม
และถ้าสมมุติว่าเกิดผิดฝาผิดตัวขึ้นมาจริงๆจะเป็นอย่างไร เรื่องนี้ก็เสี่ยงมาก เสี่ยงมากจริงๆ เสี่ยงที่จะเกิดความวุ่นวายในหมู่สงฆ์และอาจจะเป็นชนวนเหตุให้อีกกลุ่มหนึ่งนำไปกล่าวอ้างในการแบ่งแยกนิกายกันปกครองของคณะสงฆ์ไทยก็ได้ ซึ่งก็จะเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน
สถานการณ์ ณ เวลานี้จึงถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบันที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพึงระมัดระวังและจงตระหนักให้ดี

พระเมธีธรรมาจารย์
1 มกราคม 59







ฝ่ายหลวงปู่พุทธะอิสระออกโรงมาตอบโต้บ้างว่า
เขาออกมาขู่อีกแล้วพี่น้อง ตอนที่ ๑
๓ มกราคม ๒๕๕๙

พอเห็นว่าท่านนายกไม่ไปเจริญมนต์ที่วัดปากน้ำตามหมายกำหนดการ ทำให้พวกลิ่วล้อของวัดปากน้ำ วัดธรรมกาย ต่างพากันผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะพวกเขาคาดหวัง เพ้อฝันเอาไว้มาก

ด้วยเพราะงานนี้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ แต่กลับไร้เงาท่านผู้นำ ถือได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างสำหรับพวกเขา

เมื่อความเพ้อฝันล่มสลาย ลิ่วล้อจีวรแดงอย่างเฮียประสารแห่ง มจร. ผู้เจนจัดในการข่มขู่ จึงออกมาฟาดงวงฟาดงา แยกเขี้ยวให้รัฐบาลเสียวตามความถนัดของเฮียแก

เช่นในเดือน ก.พ. ๕๘ เฮียประสารแกก็ออกมาขู่เรื่องจะระดมนักบวชออกมา หากไม่ยกเลิกคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาภายใน ๑๕ วัน

และในเดือน ก.ค. เฮียก็ออกมาร่อนจดหมาย ระดมเจ้าอาวาสทั่วประเทศให้ทำจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี กดดันนายกให้คัดค้าน พรบ.จัดการทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอ อ้างมีกลุ่มบุคคลให้ร้ายโจมตีคณะสงฆ์เหมือนเดิม

อีกทั้งในต้นเดือน ธ.ค. ปีที่ผ่านมา เฮียและพวกถูกคณะ คสช.เข้าไปเจรจาปรับทัศนคติที่ มจร. ในเรื่องการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายและไม่นำไปสู่การปลุกมวลชน อีกทั้งควรระวังเรื่องการโพสต์ข้อความต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย ไม่ควรใช้ข้อความเชิงปลุกระดมหรือข้อความที่บิดเบือน เพราะจะทำให้กระทบไปถึงความมั่นคงและความไม่สงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

และแล้วปีนี้เฮียแกเปิดศักราชด้วยการออกมาขู่อีกว่า “ถ้าสมมุติว่าเกิดผิดฝาผิดตัวขึ้นมาจริงๆ จะเป็นอย่างไร เรื่องนี้ก็เสี่ยงมาก เสี่ยงมากจริงๆ เสี่ยงที่จะเกิดความวุ่นวายในหมู่สงฆ์และอาจจะเป็นชนวนเหตุให้อีกกลุ่มหนึ่งนำไปกล่าวอ้างในการแบ่งแยกนิกายกันปกครองของคณะสงฆ์ไทยก็ได้ ซึ่งก็จะเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน”


ตอนที่ ๒
๔ มกราคม ๒๕๕๙

ทีนี้พวกเราลองมาตอบเฮียแกหน่อย เผื่อเฮียประสารแกจะเก็ทขึ้นมาบ้าง

ที่เฮียบอกว่ากลุ่มการเมืองบางสี บางพวก กำลังมุ่งโจมตีคณะสงฆ์อย่างหนัก กลุ่มนี้ประสานงานกันทั้งพระและฆราวาส

ตอบเฮียประสารว่า พวกเรามิใช่กลุ่มการเมืองและมิได้สังกัดพรรคการเมือง ไม่เคยรับใช้นักการเมือง ไม่เคยเรียกร้องหรือรับผลประโยชน์จากนักการเมืองเหมือนพวกเฮีย

เฮียลืมไปแล้วหรือ ตอนที่พวกเสื้อแดงชุมนุม กรรมการมหาเถรบางคนมีคำสั่งให้ภิกษุในสังกัดระดมทั้งเงิน ทั้งอาหาร พร้อมกำลังพล ไม่เว้นแม้แต่นักบวช ให้ออกไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดง

แม้แต่คณะสงฆ์ในจังหวัดนครปฐมยังโดนเกณฑ์ไป หากไม่เชื่อลองไปถามเฮียเอื้อนเจ้าอาวาสวัดสามพระยาดูก็ได้

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้สามารถพิสูจน์ความจริงกันได้ในชั้นศาล มีทั้งภาพถ่ายและพยานบุคคล เฮียพร้อมจะพิสูจน์ไหมล่ะ

หลักฐานเป็นที่ประจักษ์ว่า พวกเฮียรับใช้นักการเมือง และเคยได้รับผลประโยชน์จากอำนาจการเมือง แต่พวกเราไม่เคย ไม่ใช่ ไม่เคยให้พรรคการเมืองพรรคไหนมาจิกหัวใช้ อย่ามาใช้มาตรฐานของพวกเฮียมาเหมารวมกับพวกเรา หรือเฮียจะปฏิเสธว่าที่เขียนมาไม่จริง รวมทั้งที่เฮียได้ดีอยู่ถึงทุกวันนี้ก็ด้วยเพราะบารมีของนักการเมืองมิใช่หรือ

ส่วนที่เฮียบอกว่า พวกเรากำลังมุ่งโจมตีคณะสงฆ์อย่างหนัก

ตอบเฮียว่า ภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีลสิกขา สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา

พวกเราไม่หน้าหนากล้าทำชั่วผิดบาป ที่จะไปโจมตีท่านเหล่านั้นดอก

แต่ที่เราโจมตีคือคนไม่ใช่พระ แต่มาอาศัยผ้าเหลืองหากินเพื่อสะสมทรัพย์สมบัติ หวังลาภสักการะ ยศถาบรรดาศักดิ์ ที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งข้อรังเกียจเรียกว่าโลกธรรม เครื่องผูกมัดให้จมอยู่ในปรักขี้

ที่เฮียกล่าวว่าพวกเรามองว่าคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ ถือสี ถือข้างทางการเมือง

ตอบเฮียว่า พวกเรารู้จักละอาย ไม่เคยปล่อยให้ใครเอาเงินมาฟาดหัว

เพราะพวกของเฮียเลือกที่จะฝักใฝ่ข้างล้มเจ้ายังไงล่ะ พวกเราเลยไม่ขอร่วมสังฆกรรมด้วย ไม่คบค้าสมาคมด้วย เฮียเลยมองว่าพวกเราแบ่งข้าง

ที่จริงก็น่าจะใช่ เพราะพวกเราเลือกข้างดี ไม่ยอมยุ่งสุงสิงกับข้างชั่ว

ขอบอกว่าที่เฮียพูดว่า พวกเรามาทั้งหมดเนี่ย ล้วนแล้วแต่ได้บทเรียนมาจากพวกเฮียนั่นแหละ เพราะพวกเฮียชมชอบพวกล้มเจ้า พวกโกงบ้านกินเมือง พวกเราเลยรับไม่ได้ หรือเฮียจะปฏิเสธว่าไม่ได้ไปรับเงินจากพวกเสื้อแดง แถมพวกเฮียยังฝักใฝ่รับใช้กลุ่มอำนาจที่ตั้งตนเป็นปรปักษ์กับสถาบันอีก หรือเฮียจะแถไปอีกว่าไม่จริง

พวกเรามีจิตสำนึกรู้จักกตัญญูต่อสถาบันและแผ่นดิน ไม่ได้เห็นชีวิตและทรัพย์สิน ลาภสักการะเป็นใหญ่

ฉะนั้น ไอ้อีคนไหน ใครก็ตาม ที่มันบังอาจมาจาบจ้วงล่วงเกินสถาบันอันเป็นที่รักยิ่ง พวกเราจึงพร้อมพลีชีวิตและทรัพยากรทั้งหมดที่มีออกมาปกป้อง

เฮียจะปฏิเสธหรือไม่ล่ะว่า พวกเสื้อแดงบางคนที่เฮียคบอยู่ได้กล่าววาจาจาบจ้วง อาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันและประกาศแบ่งแยกดินแดน

อีกทั้งกรรมการมหาเถรบางคนยังละเว้นละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อตรง เข้าข้างอลัชชีธัมมชโยผู้ต้องอาบัติปาราชิก

หรือเฮียหูหนวกตาบอด มองไม่เห็น ฟังไม่ได้ยิน ความวิปริตผิดธรรมผิดวินัยของลัทธิธรรมกาย แล้วพวกของเฮียทำอะไรกับคนวิปริตเหล่านั้นบ้าง นอกจากจะไม่ทำอะไรแล้วยังจะพยายามออกมาแถแถกช่วยเหลือกันอีก แล้วก็พูดให้ร้ายผู้อื่นแบบเนียนๆ แน่จริงก็เอ่ยชื่อมา เดี๋ยวจะได้จัดให้

ที่เฮียเขียนว่า พวกเรามีอำนาจรัฐในมือ จึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะสงฆ์

ขอบอกเฮียว่า พวกเราไม่ได้มีอำนาจรัฐอยู่ในมืออย่างที่เฮียบอก และพวกเราไม่เคยมากล่าวอ้างเอาอำนาจรัฐมาสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมือง พวกเราไม่เคยใช้อำนาจรัฐมาแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ

ไม่เหมือนกับพวกเฮียหรอก ตอนพวกเสื้อแดงเป็นรัฐบาล ยังผันงบประมาณเอาไปถลุงกันใน มจร.เป็นพันล้าน ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการยื่นให้ สตง.และ ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบอยู่

เฮียรู้ไหมว่าตั้งแต่ คสช.เข้ามาเป็นรัฐบาล พวกเราไม่เคยไปวุ่นวายกับคณะนายทหารผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งใน คสช.เลย

จนป่านนี้พวกเราที่บาดเจ็บล้มตายจากเวทีต่างๆ ยังไม่เคยได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล คสช.เลยแม้แต่บาทเดียว พวกเราก็ไม่เคยเรียกร้องอะไร ไม่เหมือนพวกเฮียหรอก พอได้เป็นรัฐบาลก็อนุมัติเบิกจ่าย ช่วยเหลือปรนเปรอกันจนพุงกาง ทั้งที่เงินเหล่านั้นเป็นภาษีของคนทั้งประเทศ

เพราะพวกเรารู้ถึงความทุกข์ยากของประชาชน และความเดือดร้อนของรัฐบาล หากวางตัวไม่เป็นกลางจะทำให้บริหารบ้านเมืองได้ยาก พวกเราจึงไม่ได้เรียกร้องอะไรจาก คสช.และรัฐบาล

แต่ถ้าเป็นพวกเฮีย หากออกมาต่อสู้จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการบริหารบ้านเมืองได้ พวกเฮียคงได้อะไรต่อมิอะไรกันจนย่ามตุงไปแล้วดังที่เห็นในภาพ

และที่เฮียบอกว่า พวกเราพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะสงฆ์และการปฏิรูปคณะสงฆ์ แก้ไขกฎหมายคณะสงฆ์

เรื่องนี้เป็นเจตนาของพวกเรามาตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะมูลเหตุที่พวกเราออกไปต่อสู้พวกเราต้องการการปฏิรูป ต้องการการเปลี่ยนแปลง

พวกเรามิได้ต่อสู้เพื่อทรัพย์สินเงินทองหรือลาภสักการะยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ พวกเราสู้เพราะต้องการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่า

หรือเฮียไม่รู้ว่า คำสั่งมหาเถรสมาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ เรื่องห้ามภิกษุสามเณรเรียนวิชาชีพ หรือสอบแข่งขัน หรือสอบคัดเลือก อย่างคฤหัสถ์

ถ้าไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงแล้วที่พวกเฮียๆ ทั้งหลายสอนวิชานอกธรรมนอกวินัยกันในมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง เฮียจะยอมทนด้านทำผิดกฎหมายอยู่เช่นนี้ล่ะหรือ

ทำไมเฮียไม่คิดจะทำอะไรให้มันถูกกฎหมายกันบ้างหรือ

ที่เฮียพูดว่าพวกเราพยายามเข้ามาก้าวก่ายกิจการคณะสงฆ์

ขอตอบเฮียว่า พวกเราก็ไม่อยากยุ่งหรอก ถ้าพวกเฮียๆ ซื่อตรงต่อพระธรรมวินัย และกฎหมายคณะสงฆ์

เฮียไม่เห็นหรือว่าพวกมหาเถร สำนักพุทธ ปล่อยให้ลัทธิธรรมกายออกเดินธุดงค์ธรรมชัยบนดอกดาวเรือง ทั้งที่ขัดต่อหลักของการเดินธุดงค์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสั่งสอน อีกทั้งพวกเฮียก็ปล่อยให้ลัทธิธรรมกายออกเดินเรี่ยไร โดยการเอาบิณฑบาตมาอ้าง

เฮียเคยได้ยินไหม ที่สำหรับนั่งใส่บาตรของชาวบ้านที่ธรรมกายเดินสายไปจัดในจังหวัดต่างๆ แต่ละที่มีราคา ๓ ถึง ๕ หมื่นบาท

แล้วพวกกรรมการมหาเถร สำนักพุทธ ไม่รู้หรือว่ามันผิด พรบ.คณะสงฆ์ ว่าด้วยการเรี่ยไร

หากเฮียยังมึนอยู่เดี๋ยวจะจัดให้อีกเสียสักคดี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่







ตอนที่ ๓
๔ มกราคม ๒๕๕๙

และที่เฮียพูดว่าพวกเรามีแนวคิดเป็นพวกอำนาจนิยม

ตอบเฮียตรงๆ เลยนะเฮีย เรื่องที่เฮียกล่าวหาใส่ร้ายพวกเรามานะ มันเป็นเรื่องของพวกเฮียล้วนๆ เลยนะเฮีย

ดูท่าว่าเฮียยิ่งพูดมาก เขียนมาก ก็ยิ่งประจานความเลวร้ายของพวกตัวเองหรือเปล่า

พวกเราไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าจะต้องการอำนาจวาสนาอะไรตอบแทน กับการที่ไปต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่กลางถนน ถึงแม้พวกของเฮียจะนำอาวุธสงครามมายิงถล่มพวกเราไม่เว้นแต่ละวัน พวกเราก็ไม่เคยโวยวาย ขออะไรใคร

จนวันนี้พวกเราก็ไม่คิดว่าพวกเราจะได้อะไรตอบแทน ขอเพียงประเทศชาติแข็งแรง คนไทยฉลาด ศาสนาบริสุทธิ์บริบูรณ์ พระเจ้าอยู่หัวทรงพระสำราญ พระชนมายุยิ่งยืนนานประเทศชาติมั่งคงยังยืน แค่นี้พวกเราก็พึงพอใจแล้ว

ฉะนั้นไอ้คำว่าอำนาจนิยมที่เฮียสำรอกออกมาน่ะ มันพวกเฮียตะหากเล่า ไม่เช่นนั้นเฮียจะออกมาขู่โฮ่งๆ เหรอว่าถ้าหากไม่แต่งตั้งลูกพี่เฮียเป็นสังฆราชอาจจะเกิดความวุ่นวาย

ขอตอบเฮียให้ชัดๆ ดังๆ อีกสักครั้งว่า พวกเราไม่ชอบอำนาจนิยม แต่พวกเราชื่นชอบธรรมนิยม ฉะนั้นใครก็ได้ หากทรงธรรมทรงวินัย มีความสะอาด ฉลาด สว่าง สงบ พวกเรากราบได้ ไหว้ถูกตัวพระ

ไม่ใช่ไหว้ผัวชาวบ้านหรืออาเสี่ยสะสมทรัพย์สมบัติ หรือโจรปล้นชาวบ้านแต่ห่มเหลือง เช่นนี้พวกเราก็รับไม่ได้เหมือนกันนะเฮีย

เพราะผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งพระสังฆราช ไม่ใช่เป็นตำแหน่งที่พวกเฮียยอมรับทั้งที่มีมลทิน

หรือเฮียทำแกล้งโง่ไม่รู้ว่า ว่าที่พระสังฆราชของเฮียมีชื่อพัวพันคดีรถหรูและปกป้องอลัชชีธัมมชโย แถมยังสนับสนุนบุคคลที่ไม่ใช่พระภิกษุทูลเกล้าขอพระราชทานสมณศักดิ์

เฮียไม่รู้หรือไงว่าลูกพี่เฮีย สมเด็จช่วงกำลังโดนฟ้องร้องในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ส่วนข้อกล่าวหาที่เฮียโกหกชาวบ้านว่า ปัจจุบันคนกลุ่มนี้พยายามทุกวิถีทางที่จะนำเอาคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนามารับใช้แนวทางของตนเอง เพื่อตนเองและคณะ

ขอถามเฮียว่า ใครกันแน่ที่เฮียหมายถึง ไม่ใช่พวกเฮียและลัทธิธรรมกายดอกหรือ ที่นำพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์มารับใช้แนวทางของตน ไม่เช่นนั้น มหาเถร สำนักพุทธ จะทำเป็นหูหนวกตาบอด ทั้งที่ลัทธิธรรมกายมันทำผิดธรรมผิดวินัย ละเมิดกฎหมายเป็นอาจิณ แต่ไม่เห็นพวกเฮียทำอะไรกับมันได้เลย

เฮียเคยได้ยินพระธรรมวโรดม บุญมา คุณสมฺปนฺโน เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร ท่านพูดเกี่ยวกับลัทธิธรรมกายไหม หากไม่เคยได้ยิน จะลอกมาให้เฮียได้อ่านเปิดหูเปิดตาบ้าง ท่านพูดในงานประชุมพระสังฆาธิการว่า

“พระท่านที่จะรับกิจนิมนต์หรือทำการใดที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายนั้น ผมไม่มีสิทธิจะห้าม แต่สำหรับตัวผมแล้ว ถือว่าวัดพระธรรมกายมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องตามที่สมเด็จพระสังฆราชซึ่งเป็นองค์ประมุขสงฆ์มีพระวินิจฉัย พวกเราอยู่ภายใต้การปกครองของระบบคณะสงฆ์ไทยที่มีองค์สมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุข ดังนั้นจึงขอให้พากันคิดเอาเองก็แล้วกัน ส่วนผมนั้นถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันมาก่อน แต่ก็ได้สั่งห้ามไปทางวัดพระธรรมกายแล้ว ว่าอย่าได้มานิมนต์หรือเอาชื่อของผมไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมใดๆ ของวัดพระธรรมกายเป็นอันขาด หรือว่ามาติดต่อพบปะด้วย เรื่องใดก็ตาม”

คำสอนอสัจธรรมของสำนักธรรมกาย
- ยกเอาคำบาลีในพระไตรปิฎก และในอรรถกถาเป็นต้น ขึ้นมาใช้แต่ใส่ความหมายใหม่ตามลัทธิของตนเองเข้าไปแทน
- อ้างพระไตรปิฎก และอรรถกถาเป็นต้น อย่างสับสนปนเป กับลัทธิของตนบ้าง แปลยักเยื้องให้เข้ากับหรือสนับสนุนลัทธิของตนบ้าง
- เมื่อติดขัดด้านหลักฐานในพระไตรปิฎก ก็เฉออกไป
• ว่าพระไตรปิฎกบาลีบันทึกไว้ตกๆ หล่นๆ เชื่อถือหรือใช้เป็นมาตรฐานไม่ได้
• ว่าจะต้องนำเอาพระไตรปิฎกจีน เป็นต้น มาร่วมวินิจฉัย
• ว่าพระไตรปิฎกเป็นเพียงความคิดเห็น จะต้องฟังคำวินิจฉัยของนักวิชาการ
- เอาหลักฐาน การตีความ และความคิดเห็นของบุคคลมาทำให้สับสนกัน
- อ้างว่าเป็นเรื่องที่ปุถุชนไม่อาจรู้เข้าใจได้ แต่ตนได้รู้ได้มองเห็นผลจากการปฏิบัติ
- ยกเอาทัศนะหรือมติของพระเถระ มหาเถระ หรือพระอาจารย์ที่เรียกว่าเป็นนักปฏิบัติที่พอจะเข้าแนวของตนได้มาสนับสนุนลัทธิตน

ขนาดอดีตเจ้าอาวาสวัดเบญจบพิตร ซึ่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมยังออกมาพูดเช่นนี้

แล้วสมเด็จช่วงของเฮียซึ่งเป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันกับพระธรรมวโรดม เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร จะไม่รู้สึกอะไรบ้างเชียวหรือ

สมเด็จช่วงของเฮียทำอะไรกับไอ้อลัชชีชั่วตัวนี้บ้าง นอกจากจะไม่ทำอะไรแล้ว ยังออกมาปกป้องกันอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช ไม่เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง

แล้วยังจะมีหน้ามาเป็นพระสังฆราชอยู่หละหรือ

เฮียรู้ไหมว่าสมเด็จช่วงว่าที่พระสังฆราชของเฮียน่ะ ผิดอะไรบ้าง

หากอยากรู้ เฮียฟ้องมา เดี๋ยวไปพิสูจน์กันในศาล

แต่ถ้าใจร้อนอยากรู้ก่อนก็จะบอกให้คร่าวๆ เอาบุญ
๑. ไม่เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย กฎหมายบ้านเมือง
๒. ไม่ปฏิบัติตามพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งถือว่าสั่งโดยชอบตามหลักธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง ถือว่าคำสั่งนั้นเป็นกฎหมาย
๓. เป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
๔. ผิดจรรยาพระสังฆาธิการ
๕. มีความประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ฐานเป็นตัวแทนองค์กรตุลาการสูงสุด แต่ไม่ทำหน้าที่รักษากฎหมาย กลับเป็นผู้ละเมิดกฎหมายเสียเอง
๖. รับสินบน ให้การช่วยเหลือต่อผู้เป็นจำเลยโดยไม่มีการสอบสวน
๗. ละเมิดมาตรา ๑๑๒ ด้วยการหลอกลวงเบื้องสูงเอาบุคคลที่มิใช่สมณะมาทูลเกล้าขอพระราชทานสมณศักดิ์
๘. มีชื่อพัวพันคดีนำเข้ารถหรูหนีภาษี
๙. มีความประพฤติที่เป็นมลทินและเป็นปรปักษ์ต่อพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง
๑๐. แค่นี้ก็เหนื่อยที่จะเขียนบรรยายความวิปริตของว่าที่สมเด็จพระสังฆราชของเฮียแล้ว



พุทธะอิสระ






loading...
ที่มา : FBเพจพุทธะอิสระ

เด็ด | เด่น | ดัง | โดน