Home » » เหตุผลที่อ้าง ‘เสียงข้างมาก’ บัญญัติ ‘พุทธศาสนาประจำชาติ’ ไม่ได้

เหตุผลที่อ้าง ‘เสียงข้างมาก’ บัญญัติ ‘พุทธศาสนาประจำชาติ’ ไม่ได้

Posted on 1/07/2559


การเรียกร้องให้บัญญัติ “พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” ในรัฐธรรมนูญ เริ่มมาตั้งแต่ปี  2517  มาปรากฏอีกในช่วงร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540, ฉบับ 2550 และที่กำลังรณรงค์กันอยู่ปัจจุบัน เหตุผลหลักอย่างหนึ่งคือ ข้ออ้างที่ว่า คนไทยกว่า 95 % นับถือพุทธศาสนา ฉะนั้น มองในแง่การยอมรับ “เสียงข้างมาก” ตามระบอบประชาธิปไตย จึงมีความชอบธรรมที่จะบัญญัติให้ศาสนาของคนส่วนใหญ่เป็นศาสนาประจำชาติ หากมีคนเห็นต่างก็ควรทำ “ประชามติ” เสียงข้างมากเอาอย่างไรก็ควรยอมรับตามนั้น และฝ่ายเรียกร้องพุทธศาสนาประจำชาติยังคงพยายามผลักดันวาระของพวกตนด้วยเหตุผลดังกล่าวต่อไป

ปัญหาที่ไม่เคยถกเถียงให้ชัดเจนเลยคือ เราสามารถอ้างเสียงข้างมากบัญญัติให้ศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาประจำชาติในสังคมประชาธิปไตยที่มีลักษณะ “พหุวัฒนธรรม”ได้หรือไม่?  ต่อไปนี้คือประเด็นปัญหาพื้นฐานที่ผมอยากจะยกขึ้นมาเพื่อชวยอภิปราย

1.อ้างเสียงข้างมากเพื่อบัญญัติพุทธศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญขัดหลัก “เจตจำนงทั่วไป” ตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่? ต่อคำถามที่ว่าเสียงข้างมากสะท้อนเจตจำนงทั่วไปของประชาชน “ทุกคน” ได้หรือไม่ ในเชิงข้อเท็จจริงเป็นเรื่องซับซ้อนที่ยากจะพิสูจน์ได้ชัดแจ้ง แต่ในทาง “หลักการ” ต้องอธิบายได้ว่าภายใต้เงื่อนไขของการโหวตเสียงลงคะแนนแบบใดที่ “สามารถอธิบายได้” ว่า สะท้อนเจตจำนงทั่วไปของประชาชนทุกคนในระบอบประชาธิปไตย

เช่น การลงคะแนนเสียงเลือกรัฐบาลภายใต้ระบบเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ย่อมถือกันว่าสามารถอธิบายได้ว่าเสียงข้างมากจะสะท้อนเจตจำนงทั่วไปของประชาชนได้ เนื่องจากเป็นการโหวตเลือกสิ่งที่เป็น “สากล” หมายถึง สิ่งที่ทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของร่วมกัน หรือ “มีสิทธิร่วมกันอย่างเท่าเทียม” เพราะรัฐบาลที่ได้มาจากคะแนนของฝ่ายชนะ ย่อมเป็นรัฐบาลของฝ่ายแพ้โหวตเท่ากับฝ่ายชนะและทุกฝ่ายมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ร่วมกันจากการบริหารงานของรัฐบาลนั้นเท่าเทียมกัน

แต่เสียงส่วนใหญ่ที่ให้บัญญัติศาสนา ก.เป็นศาสนาประจำชาติเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่สะท้อนเจตจำนงเพื่อศาสนา ก.และศาสนิกของศาสนา ก.เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับศาสนา ข.-ฮ.และคนไม่นับถือศาสนา ฉะนั้น เสียงข้างมากที่โหวตเลือกศาสนาประจำชาติ จึง “ไม่สามารถอธิบายได้” ว่าสะท้อนเจตจำนงทั่วไปของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย

2.เมื่อไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงทั่วไปของประชาชนได้ จึงขัดหลัก “ความเท่าเทียมทางสิทธิ” ด้วย เนื่องจากเจตจำนงทั่วไปของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยยึดโยงอยู่กับการยืนยันความเท่าเทียมทางสิทธิ เช่นหลัก “1 คน 1 เสียง” การโหวตเลือกศาสนาประจำชาติก็คือการที่ศาสนิกของศาสนา ก.ซึ่งเป็นประชากร 95% ของประเทศกวักมือเรียกคนในศาสนา ข.- ฮ.และคนไม่มีศาสนามาลงคะแนนเสียงพร้อมกับบอกว่า “มาลงคะแนนเลือกศาสนาของพวกฉันเป็นศาสนาประจำชาติ เพื่อความภูมิใจของพวกฉันสิ ซึ่งไม่เกี่ยวใดๆ กับสิทธิการเป็นเจ้าของร่วมกันและความภูมิใจร่วมกันของพวกคุณเลยนะ แต่พวกคุณ 5% มีสิทธิลงคะแนนไม่รับได้เต็มที่นะ” (ฮา ไม่ออก)

ภายใต้การโหวตแบบนี้ คนในศาสนา ข.- ฮ.และคนไม่นับถือศาสนา แม้จะมีสิทธิลงคะแนน แต่พวกเขาคือ “คนนอก” ที่ไม่มีสิทธิร่วมเป็นเจ้าของหรือได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากสิ่งที่ตัวเองจะร่วมลงคะแนนตั้งแต่แรก การโหวตของพวกเขาจึงไม่ได้มีความหมายใดๆ แก่พวกเขาเลย (อีกทั้งด้วยจำนวนที่พวกเขามีเพียง 5% ของประชากรทั้งประเทศ โอกาสที่จะชนะการโหวตเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว) ฉะนั้น การโหวตภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวจึงขัดหลัก 1 คน 1 เสียง เพราะเสียงของของคนที่ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของหรือได้รับผลประโยชน์ใดๆ ในสิ่งที่เขาจะลงคะแนนเลือก (ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้) เป็นเสียงที่ “ไม่มีความหมาย” หรือ “ไม่เท่าเทียม” กับเสียงของผู้นับถือศาสนาที่จะให้บัญญัติเป็นศาสนาประจำชาติ

3.ข้ออ้างที่ว่าต้องการบัญญัติพุทธศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญเพื่อ “ความภูมิใจ(?)” หรือยกย่องศาสนาของคนส่วนใหญ่เท่านั้น นอกจากไม่สมเหตุสมผล เพราะขัดหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย 2 ข้อดังกล่าวแล้ว (เป็นอย่างน้อย) ยังเป็น “ข้ออ้างที่ไม่จริง” เนื่องจากการเรียกร้องพุทธศาสนาประจำชาติเป็นการเรียกร้องบนฐานของการยืนยันหลักการอื่นๆเป็น “แพคเกต” (packet) เช่น ยืนยันระบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับศาสนาในรูปแบบที่องค์พุทธศาสนา เช่น องค์กรปกครองสงฆ์ สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ฯลฯ เป็นองค์ของรัฐ มีอำนาจรัฐ ยืนยันหน้าที่ของรัฐในการออกกฎหมายวางระบบการปกครองและการศึกษาสงฆ์ รัฐมีนโยบายส่งเสริมการนำหลักธรรมพุทธศาสนาไปพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนและสังคม บังคับเรียนวิชาศีลธรรมพุทธศาสนาในโรงเรียน บนท่าทีที่ปฏิเสธการเรียนจริยธรรมสากล ฯลฯ

ฉะนั้น พุทธศาสนาประจำชาติที่มาพร้อมกับแพคเกตดังกล่าว ทำให้รัฐไทย “ไม่สามารถ” เป็นรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ได้ เพราะทำให้รัฐไทยปัจจุบันมี “หน้าที่ทางศาสนา” ไม่ต่างจาก (หรือมากกยิ่งกว่า) รัฐสมัยราชาธิปไตย-สมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียอีก ทำให้รัฐไทยแม้จะปกครองด้วยหลักการทางโลกแต่มีบทบาททางศาสนาสูงมากมีสภาพเป็น “รัฐกึ่งศาสนา (semi-religious state)”

4.ในรัฐกึ่งศาสนาไม่สามารถจะมี “เสรีภาพทางศาสนาแบบเสรีนิยม” ได้ เพราะหลักเสรีภาพทางศาสนาแบบเสรีนิยมนั้น รัฐมีหน้าที่เพียงรักษา “สิทธิ” ที่ปัจเจกบุคคลจะเลือกนับถือและไม่นับถือศาสนาใดๆ เท่านั้น

เหตุผลในการรักษาสิทธิดังกล่าว เพื่อที่จะให้ปัจเจกบุคคลมีอิสระในการเลือก “คุณค่า” ความดี หรือสิ่งที่ดีใดๆ สำหรับชีวิตตนเอง ไม่ว่าจะเป็นคุณค่าตามความเชื่อทางศาสนา ปรัชญา อุดมคติใดๆ หรือคุณค่าชีวิตใดๆ ที่ปัจเจกบุคคลเลือกกำหนดให้กับตนเอง แปลว่ารัฐเพียงรักษา “สิทธิ” ใน “กรอบที่เป็นกลาง” ทางคุณค่า รัฐไม่ได้เลือก “เนื้อหา” ของคุณค่าหรือศาสนาใดๆ สำหรับบังคับปลูกฝังแก่พลเมือง รัฐเพียงแค่รักษาสิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกเท่านั้น

ฉะนั้น การจะมีเสรีภาพทางศาสนาแบบเสรีนิยมได้ รัฐจึงต้อง “เป็นกลางทางคุณค่า-ศาสนา” ในสายตาของรัฐ ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ผี ศาสนากุ๊กกิ๊ก และ ฯลฯ มีค่าเท่ากัน รัฐจะไม่ไปคิดแทนพลเมืองว่าศาสนา ก.หรือ ข.ดีสำหรับพวกเขามากกว่า เพราะปัจเจกแต่ละคนเท่านั้นคือผู้ที่จะบอกได้จริงๆ ว่า อะไรคือสิ่งที่ดีสำหรับตน

แต่รัฐกึ่งศาสนาไม่อาจรักษาสิทธิที่เป็นกลางเช่นนั้นได้ เนื่องจากรัฐต้องทำหน้าที่ทางศาสนาดังกล่าวแล้ว เสรีภาพทางศาสนาที่เรามีในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เสรีภาพทางศาสนาแบบเสรีนิยม แต่เป็น “เสรีภาพทางศาสนาแบบไทย” ภายใต้รัฐไทยที่เป็นรัฐกึ่งศาสนา ที่รัฐมีหน้าที่กำหนดคุณค่าตามความเชื่อของพุทธศาสนาเป็น “คุณค่าหลัก” ของสังคม และมีอำนาจบังคับปลูกฝังคุณค่าดังกล่าวผ่านระบบการศึกษาของชาติ

จะเห็นว่า การพยายามอ้างหลักการประชาธิปไตยคือหลัก “เสียงข้างมากเพียวๆ” มาสนับสนุนการบัญญัติพุทธศาสนาประจำชาติ โดยไม่พิจารณาความสัมพันธ์กับหลักการพื้นฐานอื่นๆ เช่น หลักเจตจำนงทั่วไปบนพื้นฐานของการยืนยันความเท่าเทียมทางสิทธิ และหลักเสรีภาพทางศาสนาตามกรอบเสรีนิยม เท่ากับเป็นการยืนยัน “ประชาธิปไตยแบบไทย” เพื่อปฏิเสธ “เสรีนิยมประชาธิปไตย”  ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาประชาธิปไตยในบ้านเรามากยิ่งขึ้น

ยิ่งกว่านั้น การพยายามอ้างว่า “บางประเทศ” ในยุโรปยังมีศาสนาประจำชาติ นั่นเป็นการอ้างโดยไม่เข้าใจว่าเป็นการ “ผ่อนปรน” หลักการเสรีนิยมประชาธิปไตยต่อเหตุผลบางประการทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ไม่ใช่บางประเทศที่ว่านั้นได้อ้างหลักการเสรีนิยมประชาธิปไตยมาสนับสนุนการมีศาสนาประจำชาติตั้งแต่แรก

ยิ่งกว่านั้น นักคิดยุโรปและตะวันตกก็พยายามอ้างหลักการเสรีนิยมประชาธิปไตยเพื่อ “ลดอิทธิพลศาสนาลงให้มากที่สุด” ตลอดมา โดยพยายามจำกัดทั้งในแง่ “พื้นที่” ว่า ศาสนาสามารถเข้าไปในพื้นที่สาธารณะ เช่นโรงเรียน สถานที่ราชการได้แค่ไหนอย่างไร หรือเข้าไปไม่ได้เลย หรือจำกัด “ประเด็น” เช่นการอ้างความเชื่อทางศาสนาในการอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับสิทธิและความยุติธรรม หรือการออกกฎหมายต่างๆ ศาสนาควรเลือกความเชื่อที่ไปกันได้กับหลักการสากล หรือหลักการที่ส่งเสริม “ความเป็นมนุษย์” ของคนทุกศาสนาและไม่นับถือศาสนาอย่างเท่าเทียมเท่านั้นมาอภิปราย จะนำ “ความเชื่อเฉพาะ” ที่เป็นแนวปฏิบัติของคนในศาสนานั้นมาอภิปรายเรื่องสาธารณะไม่ได้ หรือนักคิดบางคนก็เสนอห้ามนำความเชื่อทางศาสนาใดมาอภิปรายเรื่องสาธารณะ หรือเรื่องทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง ให้ถือว่าศาสนาเป็นคุณค่าส่วนตัวของปัจเจกแต่ละคนเท่านั้น

ฉะนั้น การพยายามอ้างเสียงข้างมากเพียวๆ มาสนับสนุนการบัญญัติพุทธศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานอื่นๆ ของระบอบประชาธิปไตย และเป็นการถอยหลังลงคลองอย่างน่าเศร้า

loading...
ที่มา : matichon

เด็ด | เด่น | ดัง | โดน